คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทำงานด้วยตนเองได้ แต่จะสามารถทำงานได้ตามชุดคำสั่งในโปรแกรมที่ป้อนเข้าสู่เครื่อง
เมนูหลัก แนะนำวิธีใช้งาน มุมความรู้ ประวัติผู้จัดทำ

วีดีโอภายนอกที่น่าสนใจ
กระบวนการเขียนโปรแกรม

การเริ่มต้นเขียนโปรแกรมที่ดีควรทราบถึงจุดประสงค์ หรือเป้าหมายของการสร้าง พัฒนาโปรแกรม จากนั้นจึงนำจุดประสงค์ของการพัฒนามาคิดวิเคราะห์ในวิธีต่างๆ ได้แก่ การนำเข้าข้อมูล การประมวลผล การแสดงผลลัพธ์ เป็นต้น

การทำงานของนักพัฒนาซอฟต์แวร์

ซอฟต์แวร์จะไม่สามารถทำงานได้ หากไม่มีการเขียนคำสั่งเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซึ่งผู้ที่เขียนคำสั่งการทำงานให้กับคอมพิวเตอร์ คือ นักพัฒนาซอฟต์แวร์

การจัดทำภาคผนวก

   ภาคผนวกก็เหมือนกับไส้ติ่งของมนุษย์ กล่าวคือ เป็นส่วนช่วยเติมเต็มแต่ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ภาคผนวกอาจจะเขียนถึงส่วนอ้างอิงสำหรับผู้อ่าน เนื้อหาโดยย่อหรือรายละเอียดเพิ่มเติมที่กล่าวถึงวิธีการที่อยู่เบื้องหลังการทำงาน อาจจะต้องเขียนภาคผนวกในโรงเรียนหรืออาจจะตัดสินใจเขียนภาคผนวกสำหรับโครงงานที่กำลังทำอยู่ ควรเริ่มจากการเก็บรวบรวมเนื้อหาในการเขียนภาคผนวกและวางองค์ประกอบของภาคผนวกได้อย่างเหมาะสม จึงจะสามารถปรับปรุงภาคผนวกเพื่อให้มีเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่าย มีประโยชน์ และทำให้ผู้อ่านประทับใจ (บทความนี้เน้นการเขียนภาคผนวกเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม สามารถประยุกต์ใช้กับการเขียนภาคผนวกภาษาไทยได้)

   เขียนข้อมูลดิบ. ภาคผนวกควรเป็นส่วนที่สามารถเขียนข้อมูลดิบที่รวบรวมระหว่างการวิจัยเพื่อเขียนงานวิจัยหรือรายงาน ในการเขียนภาคผนวกนั้น ควรจะเขียนข้อมูลดิบที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับงานวิจัย โดยเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนผลการวิจัยของ ให้เขียนข้อมูลดิบที่กล่าวถึงหรืออภิปรายในงานวิจัยของเท่านั้น เพราะต้องยืนยันว่าข้อมูลนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้อ่าน

   ข้อมูลดิบอาจจะกล่าวถึงตัวอย่างการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในงานวิจัย และข้อมูลชี้เฉพาะที่ช่วยขยายความข้อมูลดิบหรือข้อมูลที่ใช้อภิปรายในงานวิจัย นอกจากนี้ ข้อมูลดิบเชิงสถิติก็สามารถเขียนในภาคผนวกได้เช่นกัน

   อาจจะเขียนทฤษฎีที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนผลการวิจัยในรายงานวิจัยของคุณ ดูให้ดีว่าได้อ้างอิงข้อมูลที่คุณนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เสมอ แนบรูปภาพ แผนภูมิ และกราฟที่เกี่ยวข้อง. ภาคผนวกควรจะแนบข้อมูลที่เป็นรูปภาพ เช่น กราฟ แผนภูมิ รูปภาพ แผนที่ ภาพวาด หรือภาพถ่าย เพียงแค่แนบรูปภาพที่สนับสนุนผลการวิจัยของคุณ ก็สามารถเขียนในภาคผนวกได้

   อาจจะแนบกราฟและแผนภูมิที่ทำด้วยตัวเอง หรือนำกราฟหรือแผนภูมิจากแหล่งข้อมูลอื่น อย่างไรก็ตาม ดูให้ดีว่าได้อ้างอิงภาพทั้งหมดที่ไม่ใช่ของเองในภาคผนวกด้วย เขียนอุปกรณ์ในการวิจัยลงในภาคผนวก. ควรจะดูให้ดีว่าได้เขียนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำวิจัย ซึ่งอาจจะเป็นกล้องวีดิโอ เครื่องอัดเสียง หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูลของ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์ในการทำวิจัย

   ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเขียนในภาคผนวกว่า: “All interviews and surveys were conducted in person in a private setting and were recorded with a tape recorder.” เพิ่มบทสัมภาษณ์หรือผลสำรวจ. ภาคผนวกควรจะแนบบทสัมภาษณ์หรือผลสำรวจที่ทำเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย ดูให้ดีว่าบทสัมภาษณ์ที่เขียนนั้นครอบคลุมตลอดการสัมภาษณ์ รวมไปถึงคำถามและคำตอบระหว่างการสัมภาษณ์ หรืออาจจะแนบสำเนาของแบบสำรวจที่เขียนด้วยมือหรือแบบทดสอบที่ทำบนอินเทอร์เน็ต

   ควรจะแนบจดหมายที่กล่าวถึงงานวิจัยของ เช่น สำเนาอีเมล์ จดหมาย หรือบันทึกที่เขียนถึงหรือเขียนจากงานวิจัยของ เขียนชื่อภาคผนวก. ภาคผนวกควรจะเขียนชื่อให้ชัดเจนที่ด้านบนสุดของหน้า ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด เช่น “APPENDIX” หรือ ตัวพิมพ์ใหญ่ต้นคำ เช่น “Appendix” สามารถใช้รูปแบบอักษรและขนาดเดียวกันกับที่ใช้เขียนหัวข้อบทในงานวิจัยหรือรายงานของ (หากเป็นภาษาไทยให้เขียนว่า “ภาคผนวก” เท่านั้น)

   ถ้ามีภาคผนวกภาคกว่าหนึ่ง ให้จัดเรียงตามตัวอักษรหรือตัวเลข และใช้รูปแบบดังกล่าวเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้ตัวอักษร ก็ให้ใช้ตัวอักษรเสมอ “Appendix A” “Appendix B” หรืออื่นๆ ถ้าใช้ตัวเลข ก็ให้ใช้ตัวเลขเสมอ เช่น “Appendix 1” “Appendix 2” และอื่นๆ (ในการภาษาไทยส่วนใหญ่จะใช้ “ภาคผนวก 1” “ภาคผนวก 2” หรือ “ภาคผนวก ก” “ภาคผนวก ข”) ถ้ามีภาคผนวกมากกว่าหนึ่ง ดูให้ดีว่าภาคผนวกแต่ละภาคต้องขึ้นหน้าใหม่เสมอ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสนว่าภาคผนวกที่อ่านอยู่จบหรือยัง และภาคผนวกใหม่เริ่มหรือยัง จัดลำดับเนื้อหาในภาคผนวก. ควรจะลำดับเนื้อหาในภาคผนวกโดยอิงพื้นฐานจากลำดับการปรากฏของเนื้อหาในรายงานวิจัย ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลในภาคผนวกนั้นง่ายและสะดวกมากขึ้น

   ยกตัวอย่างเช่น ถ้าข้อมูลดิบกล่าวถึงในรายงานบรรทัดแรก ให้นำข้อมูลดิบนั้นเป็นภาคผนวกอันดับแรก หรือถ้าคุณกล่าวถึงคำถามสัมภาษณ์ในตอนท้ายของงานวิจัย ดูให้ดีว่าได้เขียนภาคผนวกเกี่ยวกับคำถามสัมภาษณ์ไว้ส่วนท้ายสุด

   เขียนภาคผนวกต่อท้ายบรรณานุกรม. ภาคผนวกควรจะปรากฏอยู่หลังบรรณานุกรมหรือรายการแหล่งข้อมูล อย่างไรก็ตาม ถ้าอาจารย์ต้องการให้ภาคผนวกอยู่ส่วนอื่นของงานวิจัย เช่น ก่อนหน้าบรรณานุกรม ก็ให้ทำตามที่อาจารย์แนะนำ

   ควรจะตรวจสอบรายการภาคผนวกที่สารบัญงานวิจัย ถ้ามี สามารถเขียนรายการหัวข้อภาคผนวกได้ เช่น “Appendix” หรือ “Appendix A” ถ้ามีภาคผนวกมากกว่าหนึ่ง

   เพิ่มหมายเลขหน้า. ภาคผนวกควรมีหมายเลขหน้าอยู่บริเวณด้านล่างของหน้ากระดาษ อาจจะอยู่บริเวณมุมขวาหรือตรงกลางก็ได้ และให้ใช้รูปแบบการวางหมายเลขหน้าให้เหมือนกันทั้งงานวิจัย

   การใช้หมายเลขหน้าที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่เนื้อหาไปจนถึงภาคผนวกจะทำให้เนื้อหาแต่ละส่วนมีความเป็นเนื้อเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเนื้อหาจบที่หน้า 17 ก็ให้เขียนหมายเลขหน้าของภาคผนวกต่อจากหน้า 17 ตรวจทานแก้ไขภาคผนวกเพื่อความชัดเจนและความสอดคล้องกัน. การเขียนภาคผนวกไม่ได้กำหนดจำนวนคำหรือจำนวนหน้า แต่ก็ไม่ควรจะยาวเกินความจำเป็น ลองกลับไปดูภาคผนวกที่เขียนไว้และดูว่าข้อมูลที่แนบมานั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่ และตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือให้อธิบายด้วยวิธีอื่น การเขียนภาคผนวกที่ยาวเกินไปจะทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพและทำให้งานวิจัยของดูไม่เป็นระเบียบ อาจจะพบว่าการให้คนอื่นตรวจทานภาคผนวกของก็เป็นวิธีประโยชน์ เช่น เพื่อนหรืออาจารย์ ลองถามดูว่าอ่านแล้วรู้สึกว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในงานวิจัยหรือไม่ และตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไป

   ตรวจสอบการสะกดคำและความผิดพลาดทางไวยากรณ์. ควรจะตรวจทานภาคผนวกเพื่อดูว่าไม่มีข้อผิดพลาดด้านตัวสะกด ไวยากรณ์ หรือเครื่องหมายวรรคตอน ใช้โปรแกรมตรวจสอบสะกดคำบนคอมพิวเตอร์ และลองตรวจทานภาคผนวกด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อ่านภาคผนวกย้อนกลับเพื่อดูว่าไม่มีการสะกดคำผิด ต้องเขียนภาคผนวกให้ดูเป็นมืออาชีพมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

   อ้างอิงภาคผนวกในงานวิจัย. เมื่อทำภาคผนวกเสร็จแล้ว ควรจะกลับไปอ่านงานวิจัยและอ้างอิงข้อมูลในภาคผนวกโดยใช้ชื่อหัวข้อ การทำแบบนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่าภาคผนวกมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและยังช่วยให้ผู้ให้ใช้เข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อพวกเขาอ่านเนื้อหาของคุณ ยกตัวอย่าง อาจจะแนบภาคผนวกในเนื้อหาด้วยประโยค: “My research produced the same results in both cases (see Appendix for raw data)” หรือ “I feel my research was conclusive (see Appendix A for interview notes).”



ประเภทและความสำคัญของโครงงาน คุณลักษณะของโครงงานที่ดี การศึกษาผลกระทบของโครงงาน ขั้นตอนการพัฒนาโครงงาน

การเขียนรายงานบทที่ 1 การอ้างอิงและการนำเสนอโครงงาน การจัดทำภาคผนวก การนำเสนอผลงาน